WordPress นั้นมีการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ และเพิ่มระบบความปลอดภัยอยู่เสมอ ทำให้เราควรจะต้องคอยหมั่นอัปเดต WordPress ของเราให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์ของเราทำงานได้ดีขึ้น และป้องกันการถูกเจาะระบบจากพวก Hacker ที่คอยอาศัยช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
>> อ้างอิงรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ WordPress รุ่นเก่าล้าสมัย
แม้จะรู้ว่าอัปเดตแล้วดี ปลอดภัย แต่ปัญหาที่เราพบกันอยู่บ่อยๆ ก็คือเราดันลืมอัปเดต อาจจะเพราะทำหลายเว็บเกินไปจนทำไม่ทัน ขาดตกไป หรืออะไรก็แล้วแต่ เราเลยจะมาแก้ไขกันโดยการตั้ง Auto Update ให้กับ WordPress

วิธีที่ 1 : ตั้ง Auto Update ให้ WordPress โดยไม่ง้อปลั๊กอิน

แนะนำให้ใช้วิธีนี้เพราะไม่ยุ่งยากมากนัก แถมไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอินเสริมให้หนักเว็บด้วย

เปิดไฟล์ wp-config.php แล้วเพิ่มโค้ดด้านล่างนี้ลงไป

define( 'WP_AUTO_UPDATE_CORE', true );

นำโค้ดจากด้านบนมาใส่ไว้ก่อนบรรทัด /* That’s all, stop editing! Happy publishing. */ (ตามรูปก็แถวๆ บรรทัดที่ 80) จากนั้นก็กดเซฟสักที

เป็นอันเรียบร้อยสำหรับการตั้งค่าผ่านไฟล์ wp-config.php ของ wordpress


วิธีที่ 2 : ตั้ง Auto Update ให้ WordPress ด้วยปลั๊กอิน

อีกวิธีสำหรับคนที่ไม่ค่อยชำนาญเรื่องการเข้าไปแก้ไขโค้ดในไฟล์ หรือคนที่ชอบความสะดวกสบาย แถมยังมีตัวเลือกในการทำอัปเดตได้มากกว่า

ก่อนอื่นก็เข้าสู่ระบบ WordPress

ติดตั้งและเปิดใช้งานปลั๊กอิน Easy Updates Manager

เลื่อนเมาส์ไปที่ “Dashboard” แล้วคลิกที่ “Updates Option” หรือถ้าเพิ่งติดตั้งปลั๊กอินเสร็จ ก็คลิกที่ “Configure” ได้เหมือนกัน

ตั้งค่าการอัปเดต (แนะนำให้เลือกการตั้งค่าตามรูป)

1. WordPress core updates – การอัปเดต WordPress core ให้ผมแนะนำให้เลือก “Auto update all minor versions” แต่หากใครจะเลือก “Auto update all releases” ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งจะต่างกันตรงที่แบบ update all minor จะเป็นการอัปเดตย่อยของเวอร์ชันนั้นๆ เช่น จาก 5.3 ไปยัง 5.4 โดยที่ update all releases นั้นจะสามารถอัปเดตได้ทั้งอัปเดตย่อยและอัปเดตใหญ่ได้ เช่น จาก 5.x ไปยัง 6.x หรือ 7.x แต่ปัญหาจะมันอยู่ตรงที่เวลามีอัปเดตใหญ่ช่วงแรก (ยกตัวอย่าง 4.x ไป 5.x) ธีมหรือปลั๊กอินบางตัวอาจจะยังไม่ได้ออกเวอร์ชันที่รองรับกับ WordPress เวอร์ชันใหม่นี้ ซึ่งอาจทำให้เว็บไซต์ของเรามีปัญหา แสดงผลไม่ถูกต้อง หรือพังไปเลยก็ได้ ทางที่ดีแนะนำให้เลือกแบบ Auto update all miner version ไว้ก่อนจะดีกว่า
2. Plugin updates – การอัปเดต Plugin ให้เราเลือก “Enable auto updates” (แนะนำให้เปิดไว้)
3. Theme updates – การอัปเดต Theme ให้เราเลือก “Enable auto updates” (ถ้าใครพัฒนาธีมใช้เอง หรือใช้ Theme Premium ก็ให้ปิดไว้)
4. Translation updates – การอัปเดต Translation ให้เราเลือก “Enable auto updates”


เพียงเท่านี้ WordPress ของเราก็จะอัปเดตให้เองโดยอัตโนมัติแล้ว โดย Plugin จะคอยเช็คและทำการอัปเดตให้เองทุกๆ 12 ชั่วโมง