ในบทความนี้เราจะมาเพิ่มความเร็วให้กับเว็บไซต์ของเราด้วยปลั๊กอิน WP Super Cache กัน

WP Super Cache คืออะไร?

WP Super Cache เป็นปลั๊กอิน Cache ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราโหลดได้เร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรระบบน้อยลง โดยเจ้าปลั๊กอินตัวนี้ถูกพัฒนาโดยทีมงานของ WordPress โดยตรง ทำงานเข้ากันได้ดีกับ WordPress และที่สำคัญคือเป็น Plugin ที่ให้ใช้ฟรี แบบไม่กั๊กเสปค ทำให้เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

ทีนี้เรามาดูการทำงานของปลั๊กอินนี้กันบ้าง โดยปกติเมื่อเราเรียกหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาแสดงผล WordPress จะทำการดึงข้อมูลออกจาก Database มาประมวลผลว่าต้องแสดงผลอะไรบ้าง ก่อนที่จะแสดงผลข้อมูลบนหน้าจอของผู้ใช้ และ WordPress จะทำซ้ำแบบนี้ทุกครั้งที่เรียกหน้าเว็บไซต์ขึ้นมา แต่เมื่อเราติดตั้งปลั๊กอินที่เกี่ยวกับการช่วยทำ Cache เจ้าปลั๊กอินนี้จะทำการสร้างแคชไฟล์ (Cache File) ของหน้าเว็บไซต์ที่ได้เปิดขึ้นมาแล้วเก็บไว้ และเวลาที่เปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่ ระบบก็จะดึงไฟล์แคชที่เก็บไว้ขึ้นมาแสดงผลแทนการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล และประมวลผลข้อมูลใหม่ ทำให้การแสดงผลของหน้าเว็บไซต์นั้นๆ เร็วขึ้นมาก


ทำไมถึงควรใช้ WP Super Cache

  • ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น
  • ประหยัดทรัพยากรระบบของ Server ทำให้รองรับผู้ชมได้มากขึ้น
  • ปลั๊กอินใช้งานได้ฟรี!
  • พัฒนาโดยบริษัท Automattic ผู้สร้าง WordPress โดยตรง

มาเริ่มตั้งค่าให้กับ WP Super Cache กันเลย

ก่อนที่จะเริ่มตั้งค่าอย่าลืมเข้าสู่ระบบเข้าสู่ระบบ WordPress แล้วติดตั้งปลั๊กอิน WP Super Cache กันก่อนล่ะ

วิธีที่ 1 : การตั้งค่าแบบ Easy

สำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็วหรือยังมีคนเข้าดูไม่เยอะ ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้

ไปที่ “ตั้งค่า (Settings)” จากนั้นคลิกที่ “WP Super Cache”

ที่แถบ “Easy” ในหัวข้อ “Caching” ให้เลือกที่ “Caching On (Recommended)”

วิธีที่ 2 : การตั้งค่าแบบ Advance

สำหรับวิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าวิธีที่ 1

คลิกไปที่แถบ “Advanced”

ที่หัวข้อ “Caching” และ “Cache Delivery Method” ให้ติ๊ก “✓” ตามภาพด้านล่างเลยจ้า

ที่หัวข้อ “Miscellaneous” ให้ติ๊ก “✓” ตามภาพด้านล่าง

ที่หัวข้อ “Advanced” ให้ติ๊ก “✔” ตามภาพด้านล่าง

คลิกที่ “Update Status”

เมื่อเราอัปเดตแล้ว จะมีหัวข้อ “Mod Rewrite Rules” โผล่ขึ้นมาที่ด้านล่างปุ่ม “Update Status” ให้เราคลิกไปที่ “Update Mod_Rewrite Rules”

จะได้หน้าตาตามภาพด้านล่าง

เลื่อนลงมาที่หัวข้อ “Expiry Time & Garbage Collection” ให้ตั้งค่าตามภาพด้านล่างเลย

เสร็จแล้วก็คลิกที่ “Change Expiration”


เพียงเท่านี้เว็บไซต์ของเราก็จะโหลดได้เร็วขึ้นมากเลยล่ะ