การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่สนใจจากผู้เข้าชมทั้งหลายได้นั้น นอกจากเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้ว หน้าตาเว็บไซต์ รูปแบบที่ง่ายในการใช้งานก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่สำคัญ สำหรับ WordPress แล้วจุดนี้จะแสดงผลมาจากธีม (Theme) ที่เราใช้งานนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะพูดถึงในบทความนี้กัน พร้อมกับสอนวิธีการติดตั้งธีมให้กับเว็บไซต์ของเราด้วย

Theme คืออะไร ?

ธีม (Theme) คือ ชุดของ Script ที่ประกอบไปด้วยรูปภาพ ไฟล์ HTML CSS JS และ PHP ที่จะปรับแต่งหน้าตา และจัดวางรูปแบบของเว็บไซต์ให้สวยงามอย่างที่เราต้องการ ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงเสื้อผ้าที่เราใส่กันนี่แหละ เปรียบตัว WordPress เป็นตัวคนเรา Theme ก็จะเหมือนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเรา ซึ่งจะมีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายสีสัน ตามที่เราชอบ ตามรูปแบบการใช้งาน เช่นธีมสำหรับเว็บข่าว ธีมสำหรับเว็บขายสินค้า ธีมสำหรับเว็บบล็อคแบบผู้หญิงๆ ธีมสำหรับเว็บบริษัท และอื่นๆ อีกมากมาย


ธีมนั้นมีอยู่ 2 ประเภท

  1. ธีมเฉพาะด้าน ธีมประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการสร้างเว็บไซต์แบบเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละแนว ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ข่าว เว็บไซต์พอร์ทโฟลิโอ เว็บบล็อก เป็นต้น ธีมเหล่านี้จะมีการออกแบบและฟังก์ชั่นพิเศษมาสำหรับเว็บไซต์ประเภทนั้นให้อยู่แล้ว อย่างเว็บไซต์โรงแรมก็จะมีระบบจอง เว็บไซต์การศึกษาก็จะมีระบบสมาชิกหรือห้องเรียนมาให้ ทำให้การใช้งานสะดวกสบายมากขึ้น
  2. ธีมหลากหลายวัตถุประสงค์ ธีมประเภทนี้จะเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย ครอบคลุม บางธีมอาจจะมีการเพิ่มลูกเล่นของเว็บไซต์ และมักจะใส่ตัวสร้างหน้า (Page Builder) มาเพื่อให้ช่วยออกแบบเว็บไซต์ได้ทุกแบบตามที่เราต้องการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ เหมาะกับผู้ที่ชอบออกแบบ หรือนักออกแบบเว็บไซต์ เพราะว่าไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด แค่ใช้ความสามารถด้านการออกแบบ และฝึกการใช้งานปลั๊กอินต่างๆ

นอกเหนือจากการจำแนกประเภทของธีมตามรูปแบบการใช้งานต่างๆ แล้ว ยังสามารถจำแนกประเภทของธีมได้จากราคาของธีมอีกด้วย โดยจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  1. ธีมฟรี (Free Theme) สามารถเลือกได้จาก WordPress Theme Directory ธีมแบบนี้ใช้ได้ฟรีไปตลอด รูปแบบสวยงามใช้ได้ ลูกเล่นอาจไม่หวือหวามาก แต่ก็ใช้งานได้ดีทีเดียว
    >> ข้อแนะนำการเลือก Free Theme จาก WordPress Theme Directory
  2. ธีมฟรีแต่กั้ก (Freemium Theme) เหมือนกับธีมฟรีแทบทุกอย่าง แต่จะมีฟังก์ชันเสริมบางอย่างเพิ่มขึ้นมา โดยทางผู้พัฒนาจะปิดฟังก์ชันนี้เอาไว้ เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่า “ถ้าอยากใช้ฟังก์ชันนี้ก็จ่ายเงินให้กับเราสิ เดี๋ยวเราจะเปิดให้” จากประสบการณ์เองก็ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้ธีมลักษณะนี้ เพราะเห็นว่าบ่อยครั้งผู้พัฒนามักทิ้งร้างไม่พัฒนาต่อ ก็อย่างว่าล่ะนะ คนที่จะใช้ธีมฟรี เค้าก็อยากได้ของฟรี พอปล่อยให้โหลดฟรี แล้วเจอกั๊กสเปค ผู้ใช้ก็เลยหนีไปเลือกตัวอื่น เลยเป็นรูปแบบธุรกิจที่อาจไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก สุดท้ายผู้พัฒนาก็เลยทิ้ง เอาเป็นว่าถ้ากำลังมองหาธีมดีๆ และต้องเสียเงินทั้งที แนะนำให้ไปมอง Premium Theme เลยจะดีกว่า
  3. ธีมพรีเมี่ยม (Premium Theme) ธีมพวกนี้ความสามารถเยอะมาก สวยมาก โหลดเร็ว ลูกเล่นเยอะ มีฟังก์ชั่นการทำงานเจ๋งๆ เพียบ ธีมแบบนี้ต้องเลือกซื้อตามเว็บไซต์ของผู้พัฒนา อย่างของไทยที่ชื่อดังก็มี DDtemplate กับ SeedThemes หรือจะเลือกซื้อจาก MarketPlace ก็ได้อย่าง ThemeForest StudioPress TemplateMonster เป็นต้น
    >> ข้อแนะนำการเลือก Premium Theme จาก MarketPlace
  4. ธีมที่พัฒนาขึ้นเอง (Custom Made Theme) ธีมพวกนี้จะถูกสร้างโดยผู้พัฒนา โดยเราว่าจ้างให้พัฒนาให้มีรูปแบบและมีฟังก์ชั่นการทำงานตามที่เราต้องการโดยเฉพาะ อย่างที่เกริ่นในตอนแรกว่าธีมก็เหมือนกับเสื้อผ้า การที่เราใส่เสื้อผ้าที่สั่งตัดมาเพื่อเราโดยเฉพาะมันก็จะออกมาสวยกับเราเป็นพิเศษ มีรูปแบบการทำงานตามที่เราต้องการทุกประการ สำหรับใครที่ต้องการธีมลักษณะนี้จำเป็นต้องเตรียมงบไว้สักหน่อย ตามความสวยงาม และฟังก์ชั่นการทำงานที่ต้องการ ยิ่งสวยมาก ดีมาก ฟีเจอร์การทำงานเยอะมาก ยิ่งเสียเงินมากตามความซับซ้อนของผู้พัฒนาเลย สำหรับมือใหม่ และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ขอแนะนำให้เลี่ยงการใช้งานประเภทนี้ไปก่อน ให้มองหาธีมฟรีหรือ Premium Theme ก่อนก็พอ เพราะส่วนใหญ่ธีมที่มีในตลาดตอนนี้ก็แทบจะครอบคลุมรูปแบบของเว็บไซต์ทั้งหมดอยู่แล้ว ทั้งยังมีพรีเมี่ยมธีมที่มีระบบ Page Builder ในตัวที่สามารถปรับแต่งการออกแบบได้ตรงตามใจเราด้วย ในทำนองเดียวกัน ธีมที่พัฒนาเองนั้นกว่าจะพัฒนาเสร็จ กว่าจะแก้บักหมด กว่าจะได้ตรงตามใจเราแล้วต้องมีงบหลักหมื่น หรือบางที่อาจเป็นหลักแสนเลยทีเดียว ซ้ำร้ายบางทีไปเลือกผู้พัฒนาที่ฝีมือไม่ดี มือไม่ถึง หรือทิ้งงานดื้อๆ จะกลายเป็นเสียเงิน เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ซะเปล่าๆ

ธีมไหนที่ใช่เรา

สำหรับคนที่เพิ่งหัดสร้างเว็บไซต์มักจะพบกับปัญหาต่างๆมากมาย หนึ่งในนั้นคือจะเลือกธีมแบบไหนให้เว็บไซต์ของเราดี ธีมเยอะจังเลือกไม่ถูกเลย ธีมไหนต่างกันยังไง เราจะมาให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ ให้กับผู้ที่พบปัญหาเหล่านี้

  • เราจะสร้างเว็บไซต์อะไร ข่าวสาร บทความ โชว์ผลงาน ฯลฯ ถ้ารู้ก็ตรงไปยังธีมประเภทนั้นเลย ช่วยตัดตัวเลือกให้เราได้เยอะเลยล่ะ
  • เลือกสไตล์ของเว็บไซต์ที่ชอบ/ที่ใช่กับเรา เรียบง่าย มีสีสัน เน้นลูกเล่น แต่ละธีมสไตล์มันไม่เหมือนกันหรอก ลองไปดูตัวอย่างเว็บไซต์ของธีมเขาดู จะได้ช่วยตัดสินใจได้
  • ดูคุณสมบัติของธีมที่เราสนใจ มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง ปรับแต่งอะไรได้ จุดเด่น จุดด้อยที่รับได้ การต่อยอดในอนาคต
  • ตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขการใช้งาน การสนับสนุน บริการเสริมอื่นๆ
  • ดูผลตอบรับจากผู้ใช้คนอื่นๆ ทั้งจากการค้นหาบนอินเตอร์เน็ต ความเห็นในเว็บบอร์ดต่างๆ
  • จากรายการที่กล่าวมา ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการจริงๆ อาจต้องให้มืออาชีพสร้างให้โดยเฉพาะ หากเลือกวิธีนี้ ก็ต้องเตรียมทุน และข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายต้องชัดเจน

มาติดตั้งธีมกันเถอะ

การติดตั้งธีมนั้นสามารถติดตั้งได้ 2 ทาง คือ การติดตั้งธีมจาก Directory ของ WordPress โดยตรง และการติดตั้งธีมจากภายนอกด้วยการอัปโหลด ไปดูกันว่าแต่ละวิธีมีขั้นตอนอะไรบ้าง

การติดตั้ง Theme แบบง่ายสุดจาก WordPress Theme Directory

สามารถติดตั้งผ่านหลังบ้านของ WordPress ได้เลย ทั้งยังเลือกคุณสมบัติของธีมที่เราต้องการผ่านตัวกรองของ WordPress ได้อีกด้วย เป็นวิธีที่สะดวก ง่าย และปลอดภัย ว่าแล้วก็ไปดูวิธีการติดตั้งกันเลย

ก่อนอื่นก็เข้าสู่ระบบ WordPress กันก่อน

เลื่อนเมาส์ไปที่ “รูปแบบเว็บ (Appearance)” แล้วคลิกที่ “ธีม (Themes)”

คลิกที่ “เพิ่มธีมใหม่ (Add New)”

จะพบกับธีมมากมายให้เราเลือกใช้ โดยเราสามารถค้นหาธีมได้โดยพิมพ์ชื่อธีม ชื่อผู้พัฒนา หรือจะหาจากความนิยมก็ได้เช่นกัน

เมื่อเจอธีมที่สนใจ เราสามารถดูตัวอย่างของธีมได้ที่ “ดูก่อน (Preview)”

เช็ครายละเอียดของธีมที่เราสนใจ (ตัวอย่างที่เห็นอาจไม่ได้เหมือนกับในภาพเป๊ะ เพราะในตัวอย่างอาจยังไม่ได้ตั้งค่าภายในธีมนั้นๆ ก่อน)

ถ้าตัดสินใจเลือกธีมได้แล้วก็คลิกที่ “ติดตั้ง (Install)” ได้เลย

ติดตั้งธีมเสร็จเรียบร้อย แต่ว่าธีมที่เราติดตั้งไปจะยังไม่แสดงผลบนเว็บไซต์ของเรา ให้เราเปิดใช้งานธีมที่ติดตั้งนั้นซะก่อน โดยคลิกไปที่ “เปิดใช้งาน (Activate)”

การติดตั้ง Theme ด้วยการอัปโหลด Theme ลงบน WordPress

หาดาวน์โหลดไฟล์ธีมมาซัก 1 ธีม (ดาวน์โหลดธีมฟรีของ WordPress)

เลื่อนเมาส์ไปที่ “รูปแบบเว็บ (Appearance)” แล้วคลิกที่ “ธีม (Themes)”

คลิกที่ “เพิ่มธีมใหม่ (Add New)”

คลิกที่ “อัพโหลดธีม (Upload Theme)” จากนั้นคลิกที่ “เลือกไฟล์ (Choose file)”

เลือกไฟล์ธีมที่เราดาวน์โหลดไว้ (ใช้ไฟล์นามสกุล .zip)

เมื่อเลือกไฟล์ได้แล้วก็กด “ติดตั้งตอนนี้ (Install Now)” ได้เลย

หลังติดตั้งธีมเสร็จแล้ว ให้เราเปิดใช้งานธีมที่เราได้ติดตั้งไปเพื่อให้ธีมแสดงผลบนเว็บไซต์ของเรา โดยคลิกไปที่ “เปิดใช้งาน (Activate)”


การติดตั้ง Theme ด้วยการอัปโหลด Theme ผ่านโปรแกรม FTP

ก่อนอื่นก็แตกไฟล์ ZIP ที่เราดาวน์โหลดมาซะก่อน ให้คลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการ แล้วคลิกที่ “แยกที่นี่ (Extract Here)”

เปิดโปรแกรม FTP ขึ้นมา (ในบทความนี้เป็นโปรแกรม FileZilla) ทางฝั่งซ้าย ให้เปิดโฟลเดอร์ที่เราได้ดาวน์โหลดและแตกไฟล์ไว้ ส่วนฝั่งขวา ถ้าเว็บของเราใช้ Control Panel เป็น DirectAdmin ให้คลิกที่โฟลเดอร์ “public_html” ส่วน Plesk ให้คลิกที่โฟลเดอร์ “httpdocs”

ทางฝั่งขวา ให้คลิกที่โฟลเดอร์ “wp-content”

ทางฝั่งขวา ให้คลิกที่โฟลเดอร์ “themes”

ที่ฝั่งซ้าย คลิกขวาที่โฟลเดอร์ที่ได้แตกไฟล์ไว้ แล้วกด “Upload” (หรือจะลากโฟลเดอร์จากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวาก็ได้)

เสร็จแล้วก็ลองเข้าไปเช็คที่หลังบ้านของเราดูว่ามีธีมเพิ่มเข้ามามั้ย ให้เราเลื่อนเมาส์ไปที่ “รูปแบบเว็บ (Appearance)” แล้วคลิกที่ “ธีม (Themes)”

โอเค มีธีมใหม่เพิ่มเข้ามาแล้ว ให้เราคลิกที่ “เปิดใช้งาน (Activate)” เพื่อให้ธีมใหม่ทำงาน

เรียบร้อย


จะลบธีมที่ไม่ใช้ได้ยังไง

สำหรับคนที่ต้องการจะลบธีมที่ไม่ได้ใช้ออก สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน ไปดูกันดีกว่า

เลื่อนเมาส์ไปที่ “รูปแบบเว็บ (Appearance)” แล้วคลิกที่ “ธีม (Themes)”

ในกรณีที่ธีมที่เราต้องการลบนั้นถูกใช้งานอยู่ เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปกด “เปิดใช้งาน (Activate)” ธีมอื่นก่อน

คลิกที่ธีมที่เราต้องการลบ

จะแสดงรายละเอียดของธีมที่เราคลิกไป ทีนี้สังเกตที่มุมขวาล่าง เห็นปุ่ม “ลบ (Delete)” นั่นมั้ย กดลบไปเลย

ก่อนที่จะลบธีม WordPress จะถามเราว่าต้องการลบธีมนี้จริงๆ เหรอ ให้เรากด “ตกลง (OK)” ไปเลย

เท่านี้ก็ลบธีมเสร็จเรียบร้อย